การหลงเข้าไปยึดติดโดยไม่รู้ตัว
เพณีปฏิบัติของท้องถิ่น
ขั้นตอนปฏิบัติ ของสำนักฝึกวิปัสสนา
ผมเชื่อว่าสองอย่างนี้ คนฝึกปฏิบัติวิปัสสนา หลายคนหลงไปยึดติด แล้วใช้อวดอ้างว่า เป็นผู้รู้ มีหลายคนนำไปสอนคนอื่นต่อ ยิ่งทำให้ตนเองยึดติดมากขึ้นเมื่อมีคนปฏิบัติตาม เขาจึงทำแบบนี้ซ้ำๆ นานหลายปี โดยไม่เคยสังเกตุเลยว่า ทำไมไม่สามารถพัฒนาจิตของตนให้ ก้าวหน้าขึ้น เพราะมัวแต่ยึดเอาท่าทางปฏิบัติเป็นสิ่งถูกผิด จนมีท่าเดินจงกรมผิดท่า นังสมาธิผิดท่า หรือภาวนาผิด สวดมนต์ผิดออกเสียงไม่ถูกต้อง
มันไม่มีคำว่าผิดท่าหรอกครับ ลองศึกษาเรื่อง กายานุปัสสนาสติปัฏฐานดูครับ เฉพาะ2ส่วน ที่ให้กำหนดรู้อิริยาบถใหญ่ และ กำหนดรู้อิริยาบถย่อย ก็คือการให้เราฝึกกำหนดรู้ทุกๆอิริยาบถ ของการเคลื่อนไหวครับ ตราบที่ท่านกำหนดรู้ว่าท่านนั่งท่าไหน เดินแบบไหน เร็วช้ายังไง ก็ถูกต้องตามหลักของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วครับ หัวใจอยู่ที่ กำหนดจิตรู้ว่ากายร่างเคลื่อนไหวยังไงอยู่ เวลาหายใจปอดขยายอกขยาย ท้องจะแฟบ ตามรู้ว่านั้นไหนมันขยายตอนไหนมันหด นี้มันพื้นฐานที่ต้องใช้ไปตลอดครับ มันคุณทำมันชำนาญจิตจะว่องไว แล้วคุณก็จะรับข่าวสารที่ร่างกายส่งมาบอกคุณได้ครับ
และหลายท่านไม่วัดผลที่จิตใจตนพัฒนาขึ้นแค่ไหน แต่วัดผลกันว่า ฝึกปฏิบัติถูกต้องรวยขึ้น หรือตำแหน่งหน้าที่จะก้าวหน้าขึ้น ก็มีคนที่ ฝึกแล้วหน้าที่การงานก้าวหน้าขึ้นไปจริงเมื่อจิตใจดีขึ้น แต่นั้นก็เพราะเขามีคุณวุฒิ หน้าที่การงานและผลงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่หากความสามารถเราไม่ถึง แล้วมาหวังเอาว่าฝึกวิปัสสนาเป็นการทำบุญไปตั้งเยอะแล้วทำไมการงานไม่ก้าวหน้าหรือไม่รวยขึ้น แบบนี้ก็หาคำตอบที่ไม่ทำร้ายจิตใจให้ไม่ถูก ผมเลยเลือกไม่ตอบ
วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เป้าหมายในการฝึกกรรมฐาน และ หลักที่ใช้ยึด
ในส่วนที่ 1 มีข้อ A,B,C เป็นการแสดงแนวความเชื่อของตัวผมก่อน
ในส่วนที่ 2 จะพูดถึงแนวทางปฎิบัติ แบบกลางๆไม่ลงลึก
เจตนาจะแจ้งให้เห็นว่า ผมไม่ยึดติดวิธีการปฎิบัติ ผมนำมาลองฝึกหมดตามที่เห็นควร และไม่สนใจแม้กระทั้งว่าสังคมวิจารณ์ แนวทางปฎิบัตินั้นอยู่ ไม่จำกัดว่าคนบอกผมเป็นแม่ค้าตลาด หรือเป็นเด็ก หรือคนละศาสนา ( ผมขอบคุณที่เขาแนะแนวทางถ้าแม้ว่าจะเป็นแค่การแสดงความเชื่อของเขาฝ่ายเดียว ) แต่แน่นอนว่าผมก็เลือกเฉพาะส่วนที่เบื้องต้นเห็นว่าไม่ขัดกับความเชื่อ A,B,C ของผม
ที่ผมยึด ความเชื่อ A,B,C ไว้เนื่องจากว่า มีผู้คิดค้นแนวทางปฎิบัตินั้นมีเยอะมาก และบางอย่างต้องลองทำถึงจะเข้าใจว่าเขาซ้อนกลยุทธอะไรไว้ เมื่อรู้แล้วถึงตัดตัดใจได้ว่ามันตรงแนวทาง A,B,C ก็เก็บไว้เป็นอีกวิธีปฎิบัติสลับฉากกันไป แล้วแต่สถานะการณ์ไหน หรือวันไหน สภาพร่างกายจิตใจเป็นยังไง แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็กลับมาที่แนวที่เคยชินมากกว่า ทำให้มีหลายแนวก็ไม่สนใจทำต่อแล้วลืมไปแล้วหรือนานๆใช้ทีก็มี
บางแนวทางปฎิบัติ เริ่มต้นนั้นทำแบบเดียวกันแต่ไปหวังผลตอนปลายต่างกัน ขอยกตัวอย่างเช่น
* กลุ่มที่เชื่อว่า ร่างกายหยาบเมื่อตายไปแล้ว จะมีวิญญาติไปเกิดใหม่ ในชาติภูติที่ต่างกันไป
- แนวทางปฎิบัติ จึงหวังผลว่าจะได้สำเร็จทาง อรหันต์ มรรคผล โสดาบัน ฯลฯ และถ้าไม่สำเร็จในชาตินี้ตายจะได้เป็นเทวดา
* กลุ่มที่เชื่อว่า นับจากลมหายใจนี้ไปเวลาข้างหน้านี้ เป็นภพหน้าชาติหน้าแล้ว แล้วอะไรที่คิดย้อนหลังไปก็เป็นชาติภพปางก่อนแล้ว
ขออนุญาติไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ แต่ตั้งใจจะบอกว่าแม้วิธีจะปฎิบัติเหมือนกันคือเริ่มจากการเจริญสติก่อน แต่การหวังผลจากการปฎิบัตินั้นต่างกันไป เอาเป็นว่าใครจะเชื่ออะไรก็ได้ไม่ว่ากัน
ส่วนตัวผมเชื่อในกลุ่มหลังการปฎิบัติจึงมุ่งเน้นการเจริญสติแล้วให้จิตรู้ตื่น รู้เบิกบาน ในระหว่างวัน เพียงเท่านี้พอแล้ว การวัดผลของผมจึงเห็นกันง่ายๆ ว่าวันนี้มาถูกทางจิตก็เบิกบาน ยืนระยะได้นานแล้วทำจิตให้รู้ตื่นรู้เบิกบานได้บ่อย อดทนต่อเรื่องขัดแย้งได้ดี วัดผลเป็นวันๆรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าวันไหนทำได้ดีหรือแย่
( หมายเหตุใครคิดเห็นว่าตัวอย่างที่ยกไม่เหมาะสม ผมยินดีเปลี่ยนให้ครับไม่เจตนาจะเทียบว่าอะไรดีไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก แค่เป็นส่วนที่ของการเล่าให้กลุ่มผู้ที่จะแนะแนวทางผมเข้าใจ จะได้แนะถูกทั้งแง่วิชาการและแง่ปฎิบัติ )
และก็ยังสนใจวิธีการ หรือแนวทางที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และขยายจากเอาตัวเองรอดเป็นช่วยคนรอบตัวให้รอดช่วย เลยศึกษาเพิ่มอีกหลายเรื่องเลย
ส่วนที่ 1 แนวความเชื่อของตัว
A. "สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา"
ผมเชื่อและยึดแนวทางหลักนี้เป็นหนึ่งในแกนหลัก เพื่อใช้ในโอกาสที่ เมื่อจับได้ว่าตัวเอง เกิดอาการวิตกกังวนต่ออนาคตเช่น ในเรื่องการงานหรือหาเลี้ยงชีพ หรือในเรื่องคู่ครอง และมีระดับความกังวนมากพอให้ไม่สงบสุขจนว้าวุ้น( ปกติแล้วตัวผมมีนิสัยวิตกกังวนต่ออนาคตเสียส่วนใหญ่ จึงตั้งใจว่าจะแก้ไขนิสัยนี้เป็นหลัก )
ในหลักการปฎิบัติแกนหลักจะยึดอยู่ที่ หาแนวทางปฎิบัติที่ทำให้ตัวเรา
B. "รู้ตื่น รู้เบิกบาน"
ในระหว่างวันให้ได้มากให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแนวปฎิบัตินั้นจะต้องสอดคล้องไปกับ กิจกรรมการงานและ กิจกรรมการครอบครัว และกิจกรรมการพบปะเพื่อนฝูงC. "เวลาเรามีความรู้ หรือ ความเชื่อเรื่องอะไรของก็ตามจะเกิดบุคคล 3กลุ่มนี้เสมอ"
C.1 เชื่อเหมือนว่า มีระดับด้วยนะครับ เชื่อสนิทใจ เชื่อบางส่วน เชื่อบางเหตุการณ์ เชื่อบางเวลาC.2 ไม่เชื่อเราเลย มีระดับด้วยครับ ไม่เชื่อยังสนิทใจ ไม่เชื่อบางส่วน ไม่เชื่อบางเหตุการณ์ ไม่เชื่อบางเวลา
C.3 เฉยๆ ไม่สนใจเลย เลยไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อเพราะไม่สนใจ
ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีเหตุผลของตัวเอง ถ้าเชื่อ/ไม่เชื่อแบบสนิทใจแล้ว ก็จะไม่ยอมกันเลย แต่ถ้าเชื่อบางส่วนก็ต่อเรากันได้ รวมถึงถ้าความเชื่อไปมีผลกับผลประโยนช์หรือความปลอดภัยมันเกี่ยวข้อง ก็จะมีความเชื่อส่วนที่สองซ้อนทับได้เช่น เชื่อว่าคนอื่นพูดถูกแต่ถ้าแสดงออกตามความเชื่อนี้ ก็ "เชื่อว่าธุรกิจหรือผลประโยนช์เราจะเสียหาย หรือถึงขั้นที่เราจะอยู่ในอันตราย" ( ที่จริงอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ) เลยต้องทำเป็นไม่เชื่อ
ด้วยเหตุนี้เลยต้องให้เกียรติคนที่มีความเชื่อที่แตกต่าง ( เพราะเชื่อว่าถ้าไม่ให้เกียรติก็ต้องทะเลาะกัน )
ส่วนที่ 2
ในส่วนแนวปฎิบัติไหนที่ฝึกเพื่อปล่อยวางนั้น ผมทำเพื่อวัตถุประสงค์ข้อ B ตัวอย่างเช่น ถ้าผมเกิดความทุกข์ความกังวนขึ้น แล้วผมไม่สามารถแก้ไขมันได้ หรือต้องใช้เวลาแก้ไข ผมจะบอกตัวเองตามแนวทางข้อ A ว่า
"เมื่อความทุกข์ที่ผมมีอยู่นั้นเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาของมันที่จะเกิด แล้วมันจะดับไปเป็นธรรมดาของมันเอง"
เมื่อจิตผมเชื่อจากการตั้งสติได้แล้วว่า ความทุกข์ที่ผมมีอยู่นั้น มันจะดับได้เองตามกาลเวลาผ่านไป โดยไม่ต้องทำอะไรกับมันนอกจะอดทน ( คิดในใจว่า ไอ้ความทุกข์เอ๋ย งานนี้ยังไงฉันก็ชนะแก ) ใจผมก็จะเย็นลงบางส่วนแต่ก็ยังสังเกตุเห็นอยู่ว่ายังกังวนอยู่มาก และแทนที่จะปล่อยตามยถากรรม ซึ่งต้องใช้เวลาและเสี่ยงต่อการ กลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ถ้าบางจังหวะอดทนไม่ไว้ จึงต้องนำแนวทางปฎิบัติตามข้อ B มาช่วยลดระยะเวลาของการดับของทุกข์เรื่องนี้
การฝึกฝนตามแนวทางข้อ B นั้นผมแบ่งมันเป็น 3 สถานะการณ์
สถานะการณ์ที่ 1 คือ ฝึกฝนตามชีวิตประจำวันปกติ
การพยายามทำให้ตัวเอง"รู้ตื่น รู้เบิกบาน" ในระหว่างวันนั้นจะทำให้ ผมอ่อนเพลียจากการทำงานน้อยลง เพราะเมื่อเวลาตกเย็นซึ่งเป็นเวลาของครอบครัวผมจะได้มีกำลังความสดชื่นเมื่ออยู่กับพวกเขาด้วย แต่บางวันก็ทำจิตตั้งมั่นได้ยาก สภาพร่างกายไม่อำนวยหายใจไม่คล่องหัวตื้อ ทำได้แค่ตามลมหายใจก็ยากแล้วแต่ก็ไม่เคลียดกับมันแล้ว ( บางวันทำไม่ได้ก็ช่างหัวมัน แต่ต้องปลอบใจจิตตัวเองด้วยเด๋วมันโกรธ แรกๆผมโกรธจริงๆนะวันไหนที่ทำจิตเบิกบานไม่ได้ ผมเลยใช้วิธีบอกจิตตัวเองว่า (เป็นkeyword ส่วนตัว ) แม้ธรรมที่ฝึกมาได้แล้วก็ต้องปล่อยวาง ; keyword ใช้ได้ผลดีผมจิตหายโกรธ )สถานะการณ์ที่ 2 คือ ฝึกไว้ใช้กับยามวิกฤตทางอารมณ์
อันนี้เนื่องจากว่าเกมชีวิตนั้น เราแก่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็จะได้เจอประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ (หมายถึงใหม่สำหรับเรา) ที่เราไม่อยากเจอแต่ทุกคนต้องเจอตัวอย่างเช่น การจากไปของบุคคลที่เรารัก หรือ ล้มสลายของการงานที่เรารัก (ไม่ว่าจะตายจากหรือแยกจาก ) โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแบบไม่ได้เตรียมใจรับไว้ สถานะการณ์นี้กระทบต่อจิตใจอย่างเร็วและแรง การฝึกตามสถานะการณ์ที่ 1 เอาไม่อยู่ ( อาจจะมีคนเอาอยู่ก็ได้นะไม่รู้ ส่วนตัวเอาไม่อยู่ ) จึงต้องใช้แนวทางปฎิบัติที่สองสะกดอารมณ์ กดอารมณ์นั้นไว้เพื่อไม่ให้มันทำเรื่องอะไรที่ไม่ดี ต่อตัวเองหรือผู้อื่นในภายหลังได้ในระยะแรกที่ฝึก ( ผมฝึกซ้อมมันอยู่กรรมฐาน ) ผมคิดว่าแค่นี้ก็พอแล้วครับ แต่แล้วผมมาสังเกตุเห็นว่าบางช่วงเวลาบางวัน ผมระเบิดอารมณ์ออกกับเรื่องหงุดหงิดเพียงเล็กน้อย โดยไม่รู้ตัวเป็นพักๆเป็นบางวัน โดยเหตุการณ์ที่มา กระทบไม่สมควรแก่การระเบิดอารมณ์รุนแรงขนาดนั้น
ใช้แล้วครับ มันเป็นสภาวะการเก็บกดทางอารมณ์เหตุเพราะต้นตอของปัญหาไม่ถูกแก้ เลยเก็บเป็นเชื่ออารมณ์โกรธไว้ พอวันหลังมาเจอคนขัดใจอีกแต่คนนี้เป็นคนที่เรากล้าด่า เลยระบายอารมณ์อึดอัดออกมาแบบไม่รู้ตัว ( แต่เราจะไม่ทำแบบนี้กับคนต้นเหตุเพราะเราไม่กล้าด่าเขา )
สถานะการณ์ที่ 3 คือฝึก ล้างอารมณ์เก็บกด
ทั้ง3สถานะการณ์ มีการฝึกซ้อมอยู่ในกรรมฐานก่อน พอเจอเหตุการณ์จริง แยกปฎิบัติ ส่วนไหนทำในกรรมฐาน ส่วนไหนทำกับคนไหนอย่างไร ส่วนไหนใช้ได้ผลดีส่วนไหนต้องปรับปรุงแก้ไขก็รู้อยู่แก่ใจตัวเองในชีวิตประจำวัน ผมเห็นใครทำอะไรในแนวนี้ได้ ผมก็จะประทับใจเขาผู้นั้น อยากทำได้แบบเขา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)