วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อายุ 50แล้ว ยังไม่มีเงินเก็บ ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ

มีคนเยอะมาก ที่อายุเข้าวัยชรา หรือ ใกล้วัยชรา  แต่ถ้าคุณคิดว่าอายุ 60ปี - 80ปี แบบไม่มีงานทำต้องอาศัยเงินเก็บ
-กลุ่มที่ 1  ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง หรือไม่ไม่เงินเก็บ
ในขณะที่
-กลุ่มที่ 2  ก็มีอีกหลายคน พอมีบ้านเก่าๆ มีเงินเก็บอยู่บ้าง หลักหมื่นหรือหลักแสน แต่คงไม่พอใช้แน่ ถ้าคุณอายุ 60 แล้วมีชีวิตถึง 70
แบบไม่มีงานทำต้องอาศัยเงินเก็บ
-กลุ่มที่ 3  มีบ้านมีรถ มีเงินเก็บ เป็นหลักล้าน 1-5ล้าน  แต่ถ้าคุณอายุ 60ปี แล้วมีชีวิตถึง 80ปี แบบไม่มีงานทำต้องอาศัยเงินเก็บ
จะพอใช้มั๊ย คราวนี้ละครับ เริ่ม งง  เพราะคำตอบ จะแตกต่างกันไปมากเลยที่เดียว  คน กลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 2   อาจเข้าไม่ถึงอารมณ์นี้
-กลุ่มที่ 4  มีบ้านมีรถ มีเงินเก็บ เป็นหลักล้าน 5ล้าน - 20ล้าน  คุณจะแปลกใจว่า คนกลุ่มนี้  ยังไม่อารมณ์ คล้าย กลุ่มที่ 3
คน กลุ่มที่ 1 และ กลุ่มที่ 2   คงยิ่ง งง มากขึ้น  มีเงิน 15ล้าน ยังต้องกลัวอีกเหรอ
-กลุ่มที่ 5  มีเงินเก็บ มาก 20ล้าน -100ล้าน
-กลุ่มที่ 6  มีเงินเก็บ มาก 100ล้าน ขึ้นไป พันล้าน หมื่นล้าน

ทุกๆกลุ่ม อยู่ภายใต้  "ความวิตกกังวนอนาคต" หรือเรียกสั้นๆว่า  "ความกลัวอนาคต"
เพียงแต่ รายละเอียด อาจแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม
ในขณะที่ กลุ่ม 1 - 2  ยังอยู่ภายใต้  ความกลัวแบบ  "กลัวไม่มีกิน"
กลุ่ม 3 - 4  ยังอยู่ภายใต้  ความกลัวแบบ  "กลัวความสุขแบบสะดวกสบายหายไป"  ( รถยนต์ส่วนตัว ,นอนเปิดแอร์ ,กินอาหารร้านหรู ,เสื้อผ้าแฟชั่น )
กลุ่ม 5 - 6  กลับกลัว จะรักษามันไว้ไม่ได้  จะมีคนอื่น บริษัทอื่น มาแย่งมันไป
----------
ไม่แปลกที่เราจะมี  ความวิตกกังวนต่ออนาคต  ปีค.ศ.2019 ผมอายุ 51ปี  เข้ามาเป็นคนกลุ่มที่ 3 พึ่งมียังไม่ครบ 10ปี   วัยสี่สิบปลายๆผมก็ไม่มีอะไรเลย
พอเริ่มมีเงินเก็บหลักล้าน แล้วพึ่งมีลูก 4ขวบ ความวิตกกังวนต่ออนาคต  มันก็เปลี่ยนไปอีกแบบ  คิดว่าถ้าผมสามารถขยับเงินเก็บไปที่ 15-20ล้าน
คงจะดี แล้วผมก็ถามตัวเองว่าดียังไงเราจะไม่ความวิตกกังวนต่ออนาคตเหรอ ลองดูคนที่เขามีมั๊ยเขาเป็นยังไง (ก็พอรู้จักความรวยอยู่นะ) พอดูเขาแล้วไม่รู้สึกว่า
เขาดีไปกว่าเราเท่าไร ( บ้างคนคุณภาพชีวิตแย่กว่าผมอีก ผมวัดจากภาพรวมอารมณ์จิตใจ สุขภาพร่างกาย การเที่ยวพักผ่อน  ) 
งั้นดูกลุ่ม 5 - 6   คงเทียบได้ยากเพราะรู้จักแต่ในข่าว ไม่รู้จักตัวตนจริงๆ
---------
2-3เดือน ก่อน ผมได้ดูโพสต์ในเฟสบุ๊ค (ขออภัยที่จำชื่อผู้โพสต์กับชื่อยายทวดไม่ได้) มียายทวดคนหนึ่ง อายุ 90ปี  ยายทวดยังแข็งแรงมาก หูตา ก็ยังดี น้ำเสียงยังชัดสดใส ยายทวดขายกล้วยทอด
ทุกวัน ยายทวดจะ ทำกล้วยทอดแล้วเข็นรถเข็นไปขาย ยายทวดขายถูก ( ถ้าจำไม่ผิด 4-5ชิ้น ราคา10 บาท ) เท่าที่เห็น ในคลิปชิ้นก็ไม่เล็ก ทำสะอาด
คงด้วยเหตุนี้ ยายทวด ก็ขายหมดทุกวัน กำไรไม่มากแต่พอ ไว้เป็นค่าอาหารค่าน้ำค่าไฟ ส่วนทุนก็เอากลับมาซื้อ กล้วย-แป้ง-น้ำมัน-แก๊ส

*ยายทวด :
"ไม่วิตกกังวนอนาคต"  =
        "ไม่กลัวไม่มีกิน"  เพราะยายไปขายกล้วยทอดมีเงินทุกวัน
        "ไม่กลัวความสุขแบบสะดวกสบายหายไป"   ยายทวด ไม่ต้องใช้เงินไปเที่ยว ไม่ไปกินอาหารหรู ไม่ได้นอนห้องแอร์  ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าสวยงาม
               ไม่เสียค่าแพ็ทเก็จเน็ตมือถือแค่กดโทรรับสายได้ก็พอ   
        "ลูกก็แก่ บ้างคนก็ตายจากไปก่อน หลานก็โต มีเหลนแล้ว  ทุกคนก็ต้องดูแลชีวิตตัวเอง"
        "ไม่กลัวใครมาแย่งกิจการ"
---------
** เขียนไว้เตือนใจตัวเองด้วย บ้างวัน ผมก็เกิด ความวิตกกังวนต่ออนาคต ขึ้นมาอีก  ก็ไม่รู้เพราะอะไร คงเป็นธรรมชาติของคน
** ความวิตกกังวนต่ออนาคต ทำให้เรารู้จักดิ้นรนเตรียมตัว แต่ถ้ามีมากไปก็กลายเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น



และอีกแง่มุม เวลา ทำธุรกิจส่วนตัว


ธุรกิจคุณ มีความเสี่ยงแบบไหน

1. High Risk High Return , ความเสี่ยงสูง - กำไรสูง
2. Low Risk Low Return , ความเสี่ยงต่ำ – กำไรต่ำ
3. High Risk Low Return , ความเสี่ยงสูง - กำไรต่ำ
4. Low Risk High Return , ความเสี่ยงต่ำ – กำไรสูง

ห้างสรรพสินค้า , ร้านโชว์ห่วย อย่าง 7-11 จะค่อยวิเคาะห์ ว่าสินค้าไหน อยู่จุดไหน และเมื่อเวลาผ่านไป
สินค้าหลายตัวจะเปลี่ยนสถานะภาพ พวกเขาจะค่อยกำจัดสินค้า ที่เปลี่ยนเข้าสู่ “ความเสี่ยงสูง - กำไรต่ำ”  ออกไป และค่อยเปลี่ยนตำแหน่งโชว์สินค้า และ โปรโมชั่น ตามสถานะการณ์


แต่ถ้า ธุรกิจคุณ ไม่ได้มีสินค้าความหลากหลาย แล้วดันอยู่ที่ “ความเสี่ยงสูง - กำไรต่ำ” ละ
ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทฟัง ผมบอกว่าที่ผ่านมาผมไปหาประสพประการณ์ และ ( หลังจากผ่านไปเป็น10ปี) ประเมินผลตัวเองได้ว่า ธุรกิจที่ทำและเปลี่ยนไปมา ทั้งหมดอยู่ในสถานะ “ความเสี่ยงสูง – กำไรต่ำ” เพื่อนผมถามว่า ธุรกิจ “ความเสี่ยงสูง – กำไรต่ำ” ใครจะบ้าไปทำ
ในตอนนั้น ผมตอบเพื่อนว่า อธิบายยาก ผมยังไม่สามารถเรียบเรียงตอบเป็นอะไรสั้นให้เข้าใจได้
ให้เข้าลองไปถาม เพื่อนรุ่นพี่ ที่เปิดบริษัททำอยู่สิ พวกเขาเป็นกลุ่มนักวิชาการ อาจจะสรุปเป็นคำตอบสั้นๆให้ได้
และธุรกิจของเขาก็อยู่ในกลุ่ม “ความเสี่ยงสูง - กำไรต่ำ” เหมือนกัน

เหมือนว่า คำถามผม ถูกส่งผ่านจากเพื่อนที่ผมคุยด้วย ไปสู่เพื่อนอีกคนและมันเข้าไปกลุ่มในบริษัท ที่มีแต่นักวิชาการ จากนั้นพวกเขาสรุปเป็น คำจำกัด ความสั้นๆ ออกมา เป็นคำตอบรอยๆ ไม่ทวนคำถามเมื่อตอนผมเดินเข้าไปเยี่ยมบริษัทว่า “ความเสี่ยงสูง – กำไรต่ำ พวกเราทำไมว่ะ 555 นั้นสิ คงเพราะว่าถ้าไม่ทำงานพวกนี้ ก็ไม่ยังรู้ว่าจะทำอะไร ที่ดีกว่านี้ เลยทำไปก็มั๊ง 555”


วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ไขมันในช่องท้อง มีแล้วลดยากกว่าลดความอ้วน

ถ้าคุณมี ไขมันในช่องท้อง การออกกำลังมากๆ อาจลดไขมันในช่องท้องไม่ได้

#เหตุเริ่มจากตรวจสุขภาพประจำปี  หมอบอกให้ผม ลดความอ้วน
บอกตามตรง ผมมี น้ำหนัก 66.5กิโล   สูง 168ซม. ต้องลดความอ้วน ผมนี้ งง มากๆ

หลังจากนั้น เดือนถัดมาผมได้ซื้อ เครื่องชั่งน้ำหนักมาใหม่ มันมีฟังช์ชั่น วัดน้ำหนัก , %ไขมันในร่างกาย , %น้ำในร่างกาย,  ระดับมวลกล้ามเนื้อ,  ระดับไขมันในช่องท้อง     เทียบกับเพศและวัย

*ผลเทียบตาราง ของ เมียและ ผม
-เมีย   น้ำหนักเริ่มอ้วน อย่างอื่นปกติ  ระดับไขมันในช่องท้อง ปกติ
-ผม   ไม่อ้วน แต่ค่า ระดับไขมันในช่องท้อง  เริ่มมีความเสี่ยง


เลยค้นข้อมูล เรื่อง ไขมันในช่องท้อง  ทำไมใช้คำว่า  "เริ่มมีความเสี่ยง"  ฟังดูมันแรงกว่าความว่าเริ่มอ้วน

ได้ความว่า  
"เป็นไขมันในที่อันตรายกว่าไขมันบริเวณอื่นมากที่สุด เผาผลาญออกให้หมดยากกว่าไขมันในบริเวณอื่น"

#มันเป็นต้นเหตุของโรค 
- โรคเบาหวานประเภท 2 
- โรคไขมันในเลือดสูง 
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือด 
- โรคหัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด
- โรคอัลไซเมอร์
- โรคหลอดเลือดสมอง
- ภาวะภูมิแพ้
- ภาวะไขมันพอกตับ
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ความยากในการ เผาผลาญ ไขมันในช่องท้อง  ถึงขั้น ระดับมีคน เล่น fitness มา15เดือน ได้กล้ามเนื้อใหญ่มา
แต่ ไขมันในช่องท้อง กับลดลงน้อยมากๆ  ( พวกเขาแนะนำกันในกลุ่มว่า ต้องเปลี่ยนและควบคุมอาหาร ด้วยถึงลด ไขมันในช่องท้องได้  )
เป็นปัญหาของ ผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป