วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ

       ผมคิดว่าผมเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ เหมือนท่านที่บังเอิญแวะเข้ามาอ่าน เพราะคนดังคนรวย พวกเขาจะไม่เสียเวลากับสิ่งเหล่านี้ สิ่งหล่านี้ที่ผมหมายถึงคือ การเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิต ถ้าพวกเขาจะทำก็คงแค่ให้โก้เก๋ หรือ เพื่อให้ดูดี ในสายตาสังคมเท่านั้น แต่นั้นก็เป็นธรรมชาติของคนกลุ่มนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งผิดอะไรที่เขาจะเป็น

      คนส่วนใหญ่คงเหมือนผม  ในวัยเด็ก ผมเป็นเด็กที่ ธรรมดาที่สุดคนหนึ่ง เรียนไม่เก่ง  คุยไม่เก่ง บุคคิลไม่ร่าเริงแต่ก็ไม่ถึงกับเซื่องซึม  ไม่ใช่เด็กมีเสน่ห์แต่ก็ไม่ถึงกับขี้เร่อย่างรายแรง  สุขภาพก็ไม่แข็งแรงมากแต่ก็ไม่ถึงกับขี้โรค ( แค่เกือบๆ )  กีฬาก็พอเล่นได้แบบสนุกๆ  ดนตรีก็เล่นไม่เป็นร้องเพลงไม่เพาะ  งานศิลปะ หัตถกรรม เป็นสิ่งที่พอทำได้ดีบ้าง
      
       ฐานะทางบ้านในวัยเด็ก บ้างช่วงเกือบรวย บ้างช่วงเกือบจน ( เป็นธรรมดาของการค้าขาย เพื่อนที่ค้าขายอยู่คงเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร  ขออธิบายให้มนุษย์เงินเดือนฟังว่า การค้าขายนั้นโดยปกติจะมีช่วงที่คุณขายได้ดี แต่ในบ้างช่วงคุณก็ขายไม่ได้เลยหรือได้แค่ประคองตัวรอด )

       ผมไม่เคยทำความชั่วอะไรที่ร้ายแรง และก็ไม่เคยทำดีแบบพระเอกฮีโร  เป็นคนดีของสังคมจึงเป็นแค่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม  และหาทางให้ตนเองไม่เดือดร้อนเพราะสังคม

       ถ้าคุณเป็นพวกกลัวสังคม จะทำให้เดือดร้อน เหมือนผมแสดงว่า คุณต้อง ไม่อยากโด่งดังมีชื่อเสียงมากมาย หรือรวยล้นฟ้า เพราะถ้าคุณอยากได้มัน คุณต้องไม่กลัวว่าสังคมจะทำให้คุณเดือดร้อน

       สิ่งที่ผมพยายามจะบอกคือ คุณต้องปฏิบัติตนหรือมีอาชีพ ให้สอดคล้องกับ ความอยากได้อยากมีอยากเป็นของคุณ ช่างน้ำหนักว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากได้อยากเป็นมากที่สุด  แล้วถ้าปัจจุบันมันยังไม่ใช่ก็มุ่งมั่นปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ระหว่างทางอาจมีอุปสรรค ก็อย่าทุกข์ร้อนหรือกลัวลำบาก แก้ปัญหาไปที่ละด้าน ที่ละข้อ เตือนตัวเองให้เชื่อมั่นและมั่งคง กับสิ่งที่ทำ แล้วพักมีความสุขกับสิ่งที่สำเร็จเล็กน้อยนั้นบ้าง แต่อย่าหยุดนานๆ

      แบบนี้แล้วต่อให้คุณเป็นคนประเภท  "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ"  เหมือนผม ก็ยังมีคนที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองได้ อิจฉา ให้สิ่งที่คุณเป็น
 
       
   
       

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เราศึกษาวิปัสนาเพื่ออะไร

หลายปีก่อน ผมเคยประสบปัญหาชีวิต จิตใจสับสนว่าจะดำเนินชีวิตแบบไหนต่อยังไงดี  ผมเริ่มคิดถึงการนั่งสมาธิ เผื่อจะหยุดความสับสนนั้น แต่จิตใจที่สับสนกังวนทำให้ผม นั่งสมาธิไม่ได้ถึง หนึ่งนาทีด้วยซ้ำ

แต่ผมก็ยังไม่สติพอที่จะบอกตัวเองว่า ความจริงแล้ว การที่เราจะมานั่งสมาธิแบบที่เราทำอยู่นี้ มันได้อะไร เราทำแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่วัยรุ่นจนอายุสามสิบกว่า ไม่มีอะไรดีขึ้น ความจิงแล้วเรามีความรู้อะไรเกี่ยวกับมันมั๊ย นอกจากนั่งหลับตา แล้วรู้สึกหายใจเข้าหายใจออก?  ผมตอบตัวเองว่า "ไม่มีเลย"  เรารู้แค่ว่าคนอื่นเขาก็ทำแบบนี้  ผมเลยบอกตัวเองว่าต่อให้สิ่งที่ทำอยู่ไม่ผิด จิงๆแล้วมันน่ามีอะไรให้ทำมากกว่านั่งหลับตานี้แน่ๆ
"อยู่ดีๆแกก็มานั่งหลับตา หายใจเข้าหายใจออก แล้วก็คิดว่านี้คือการทำวิปัสสนา ถ้าทำแค่นี้แล้วปล่อยวางหรือดับทุกข์ได้  ตอนนี้คงมีอรหันต์เป็นล้านๆ คนเดินอยู่หน้าบ้านเราแล้วมั่ง ( ผมต่อว่าตัวเอง ... ด่ายาวต่อ ) แก่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า พระพุทธเจ้า รู้เรื่องอะไร ถึงได้ประกาศตนว่าเป็น พระพุทธเจ้า แล้ว พระองค์สอนเรื่องอะไรแน่ไม่ใช่ทุกๆเรื่องแน่  แล้วสอนวิธีปฎิบัติยังไงไม่ใช่ทำยังไงก็ได้แน่ เรียกว่าได้ว่าแกไม่มีความรู้พื้นฐานเลยด้วยซ้ำ"

 ผมตอบตัวเองว่า จิงซินะ แบบนี้ เรียกตัวเองว่าชาวพุทธได้ไม่เต็มว่าด้วยซ้ำ    คงต้องเริ่มศึกษากันใหม่

( นี่คือความคิดที่ผมปะติดปะต่อ ขณะที่จิตใจสับสนฟุ่งซ่านไม่มา จากเช้าถึงเย็นไม่ต่ำกว่า 6ชั่วโมง ใครเคยจิตใจสับสนฟุ่งซ่าน คงเข้าใจผมว่าเรื่องแน่นี้ ทำไมคิดนานขนาดนั้น   )
 
พอจะเริ่มศึกษาใหม่ผมกับพบว่า แต่มีตำราสอน มีคนมาเผยแพร่ ความรู้มากมาย แตกแขนงไปมากมาย แล้วจะเริ่มจากไหนดี หลายๆเรื่องอ่านแล้ว ก็ให้ความรู้สึกเบื่อเนื่องจากผมรู้สึกว่าจะรู้ไปทำไม มันไม่ทำให้ชีวิตผมดีขึ้น  บ้างตำราก็ถึงขั้นบ่นว่าวิธีของหลวงพ่อตัวเองดีกว่า แล้วไปดูถูกของหลวงพ่อท่านอื่นต่างๆนานา  มีเรื่องให้ศึกษาเยอะเกินไป แล้วทำหลงทางง่ายมากๆ ( เว้นแต่คุณจะอ่านเอามัน เอาเท่ห์ ก็ไม่ว่ากัน )  

ผมรู้สึกว่ามั่วเอาแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ เหมือนมาอ่านเรื่องตรงปลายเหตุ ทำให้มันแตกแขนงออกไปมากมาย ต้องรู้ก่อนว่า จุดประสงค์หลักคืออะไร 

  เอาแบบนี้ละกันคงต้องเริ่มจากกลับไปที่ ความรู้พื้นฐานว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องอะไร มันหมายความว่าไง แล้ววิธีฝึกปฎิบัติตามแนวทางพระองค์เป็นยังไง ดีกว่า

... นับจากวันนั้นมา ผมจึงกล้าพูดว่า ผมเป็น พุทธศาสนิกชนเต็มตัวแล้ว และไม่ว่าจะไปจาก สำนักไหนมีกุศโลบาย สอนยังไง ก็จะเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร  ความรู้ของนักวิชาการใด เยอะล้นออกแนวทาง ก็เข้าใจ ( บางที่ก็อ่านสนุกๆไป ) ใครบรรยัดศัพท์ขึ้นมาใหม่ เมื่อเทียบอารมณ์แล้วก็เข้าใจเจตนาที่เขาต้องการสื่อหรือสอน

_____________________________


( * บทความด้านล่างนี้ คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ  "ทำวัตรเช้า-เย็น และ มหาสติปัฏฐานสูตร แปล"  ของวัดป่าโสมพนัส อ.พรรณานิคม  จ.สกลนคร )

ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร ?                                         
      ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มากหรือว่าใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก?”
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ" ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำขึ้นด้วยฝ่ามือนั้นเป็นของน้อยส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก
ภิกษุทั้งหลาย!    ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วไม่กล่าวสอนนั้นมีมากกว่าส่วนที่นำมากล่าวสอน   ภิกษุทั้งหลาย เหตุไรเล่าเราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้นๆ?                                                                    
ภิกษุทั้งหลาย!     เพราะเหตุว่าธรรมะส่วนนั้นๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ   ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน
ภิกษุทั้งหลาย! ธรรมะไรเล่า เป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน? 
ภิกษุทั้งหลาย! ธรรมะที่เรากล่าวสอน คือข้อที่ว่า  

"ความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ  เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ  ข้อปฎิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ" 
 

ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุไรเล่าธรรมะส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน?
ภิกษุทั้งหลาย! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย  เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด  เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบ   เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม  เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้นแล เราจึงนำมากล่าวสอน
__________________________
ทุกข์คืออะไร
เหตุให้เกิดทุกข์ คืออะไร
ความดับทุกข์ หมายถึง

พระมหาสติปัฏฐานสูตร ( แปล ) #1


( * บทความนี้ คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ  "ทำวัตรเช้า-เย็น และ มหาสติปัฏฐานสูตร แปล"  ของวัดป่าโสมพนัส อ.พรรณานิคม  จ.สกลนคร )


พระมหาสติปัฏฐานสูตร - แปล 

   ภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นหนทางเพียงทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจด ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อการก้าวล่วงเสียซึ่งความโศกและความร่ำไรรำพัน เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อความบรรลุอันสัตว์พึงรู้  เพื่อความทำพระนิพพานให้แจ้ง หนทางนี้คือ สติปัฏฐานสี่

สติปัฏฐานสี่ คืออะไรเล่า? ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้

*  เป็นผู้มีปกติเห็น กายในกาย อยู่ เธอมีความเพียรเครื่องเผาปาบ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ 
         เรียกว่า   กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน

*  เป็นผู้มีปกติเห็น เวทนาในเวทนา ทั้งหลายยู่ เธอมีความเพียรเครื่องเผาปาบ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ 
         เรียกว่า   เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน

* เป็นผู้มีปกติเห็น จิคในจิตยู่ เธอมีความเพียรเครื่องเผาปาบ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ 
        เรียกว่า   จิตตานุปัสสนาสติปัฎฐาน

* เป็นผู้มีปกติเห็น ธรรมในธรรม ทั้งหลายยู่ เธอมีความเพียรเครื่องเผาปาบ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ 
       เรียกว่า   ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน
---------------------------------------------------------------
เราศึกษาวิปัสนาเพื่ออะไร
ทุกข์คืออะไร
เหตุให้เกิดทุกข์ คืออะไร
ความดับทุกข์ หมายถึง
วิธีปฎิบัติ ตามหลัก สติปัฎฐานสี่