แต่ผมก็ยังไม่สติพอที่จะบอกตัวเองว่า ความจริงแล้ว การที่เราจะมานั่งสมาธิแบบที่เราทำอยู่นี้ มันได้อะไร เราทำแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่วัยรุ่นจนอายุสามสิบกว่า ไม่มีอะไรดีขึ้น ความจิงแล้วเรามีความรู้อะไรเกี่ยวกับมันมั๊ย นอกจากนั่งหลับตา แล้วรู้สึกหายใจเข้าหายใจออก? ผมตอบตัวเองว่า "ไม่มีเลย" เรารู้แค่ว่าคนอื่นเขาก็ทำแบบนี้ ผมเลยบอกตัวเองว่าต่อให้สิ่งที่ทำอยู่ไม่ผิด จิงๆแล้วมันน่ามีอะไรให้ทำมากกว่านั่งหลับตานี้แน่ๆ
"อยู่ดีๆแกก็มานั่งหลับตา หายใจเข้าหายใจออก แล้วก็คิดว่านี้คือการทำวิปัสสนา ถ้าทำแค่นี้แล้วปล่อยวางหรือดับทุกข์ได้ ตอนนี้คงมีอรหันต์เป็นล้านๆ คนเดินอยู่หน้าบ้านเราแล้วมั่ง ( ผมต่อว่าตัวเอง ... ด่ายาวต่อ ) แก่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า พระพุทธเจ้า รู้เรื่องอะไร ถึงได้ประกาศตนว่าเป็น พระพุทธเจ้า แล้ว พระองค์สอนเรื่องอะไรแน่ไม่ใช่ทุกๆเรื่องแน่ แล้วสอนวิธีปฎิบัติยังไงไม่ใช่ทำยังไงก็ได้แน่ เรียกว่าได้ว่าแกไม่มีความรู้พื้นฐานเลยด้วยซ้ำ"
ผมตอบตัวเองว่า จิงซินะ แบบนี้ เรียกตัวเองว่าชาวพุทธได้ไม่เต็มว่าด้วยซ้ำ คงต้องเริ่มศึกษากันใหม่
( นี่คือความคิดที่ผมปะติดปะต่อ ขณะที่จิตใจสับสนฟุ่งซ่านไม่มา จากเช้าถึงเย็นไม่ต่ำกว่า 6ชั่วโมง ใครเคยจิตใจสับสนฟุ่งซ่าน คงเข้าใจผมว่าเรื่องแน่นี้ ทำไมคิดนานขนาดนั้น )
พอจะเริ่มศึกษาใหม่ผมกับพบว่า แต่มีตำราสอน มีคนมาเผยแพร่ ความรู้มากมาย แตกแขนงไปมากมาย แล้วจะเริ่มจากไหนดี หลายๆเรื่องอ่านแล้ว ก็ให้ความรู้สึกเบื่อเนื่องจากผมรู้สึกว่าจะรู้ไปทำไม มันไม่ทำให้ชีวิตผมดีขึ้น บ้างตำราก็ถึงขั้นบ่นว่าวิธีของหลวงพ่อตัวเองดีกว่า แล้วไปดูถูกของหลวงพ่อท่านอื่นต่างๆนานา มีเรื่องให้ศึกษาเยอะเกินไป แล้วทำหลงทางง่ายมากๆ ( เว้นแต่คุณจะอ่านเอามัน เอาเท่ห์ ก็ไม่ว่ากัน )
ผมรู้สึกว่ามั่วเอาแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ เหมือนมาอ่านเรื่องตรงปลายเหตุ ทำให้มันแตกแขนงออกไปมากมาย ต้องรู้ก่อนว่า จุดประสงค์หลักคืออะไร
เอาแบบนี้ละกันคงต้องเริ่มจากกลับไปที่ ความรู้พื้นฐานว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องอะไร มันหมายความว่าไง แล้ววิธีฝึกปฎิบัติตามแนวทางพระองค์เป็นยังไง ดีกว่า
... นับจากวันนั้นมา ผมจึงกล้าพูดว่า ผมเป็น พุทธศาสนิกชนเต็มตัวแล้ว และไม่ว่าจะไปจาก สำนักไหนมีกุศโลบาย สอนยังไง ก็จะเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร ความรู้ของนักวิชาการใด เยอะล้นออกแนวทาง ก็เข้าใจ ( บางที่ก็อ่านสนุกๆไป ) ใครบรรยัดศัพท์ขึ้นมาใหม่ เมื่อเทียบอารมณ์แล้วก็เข้าใจเจตนาที่เขาต้องการสื่อหรือสอน
_____________________________
( * บทความด้านล่างนี้ คัดลอกบางส่วนจากหนังสือ "ทำวัตรเช้า-เย็น และ มหาสติปัฏฐานสูตร แปล" ของวัดป่าโสมพนัส อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร )
ภิกษุทั้งหลาย! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร ?
“ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มากหรือว่าใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก?”
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ" ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำขึ้นด้วยฝ่ามือนั้นเป็นของน้อยส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก
ภิกษุทั้งหลาย! ฉันใดก็ฉันนั้น
ธรรมะส่วนที่เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วไม่กล่าวสอนนั้นมีมากกว่าส่วนที่นำมากล่าวสอน ภิกษุทั้งหลาย เหตุไรเล่าเราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้นๆ?
ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุว่าธรรมะส่วนนั้นๆ
ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์
ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ
ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง
ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน
ภิกษุทั้งหลาย! ธรรมะไรเล่า
เป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน?
ภิกษุทั้งหลาย! ธรรมะที่เรากล่าวสอน
คือข้อที่ว่า
"ความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ
ข้อปฎิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์เป็นอย่างนี้ๆ"
ภิกษุทั้งหลาย! เพราะเหตุไรเล่าธรรมะส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน?
ภิกษุทั้งหลาย! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์
เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย
เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน เพราะเหตุนั้นแล
เราจึงนำมากล่าวสอน
__________________________
ทุกข์คืออะไร
เหตุให้เกิดทุกข์ คืออะไร
ความดับทุกข์ หมายถึง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น