ผมเคยท้อแท้ในชีวิต ล้มเหลวในการสร้างฐานะ ซึ่งทำให้ผมเชื่อว่ามันเป็นเหตุให้ผมล้มเหลวในชิวิตคู่ด้วย ในช่วงนั้นอะไรๆดูเลวร้ายไปหมด ข่าวร้ายจากน้องสาวผมเรื่องแม่เจ็บป่วย ซ้ำเติมให้จิตใจผมอ่อนแอลง ความน้อยใจในวาสนาก็ต้องมา ผมมีเวลาว่างมากพอที่จะคิดฟุ้นซ่านมากมาย ผมพยายามกลับมานั่งสมาธิสงบจิตใจ แต่จิตใจผมสับสนมากเกินกว่าที่จะบังคับให้ตัวเองหยุดคิดฟุ้นซ่านได้ ในขณะที่ด้านหนึ่งเสียใจและหดหู่ต่อความล้มเหลวในอดีต อีกด้านหนึ่งผมกำลังหวาดกลัวต่ออนาคตไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตอยู่แบบไหนดี
ทำให้ผมเริ่มหาคำตอบชีวิตใหม่อีกครั้ง การได้กำลังใจจากเพื่อนบางคน แม้จะเป็นแค่คำพูดเล็กน้อย ทำให้ผมตั้งสติใหม่ได้ และมันนำมาสู่การ ศึกษาธรรมะเชิงปฏิบัติ อย่างจริงจังในภายหลัง
เมื่อจะเริ่มศึกษาธรรม ผมเกิดคำถามมากมายเกิดขึ้น เราเป็นคนศาสนาพุทธจริงเหรอ อะไรที่ทำให้เราเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ผมแค่ค่อยบริจาคเงินทำบุญให้วัดตามวันเทศกาล หรือทำบุญตอนไปเที่ยววัด แค่เคยใส่บาตร นานๆ ครั้ง แค่ฝึกนั่งสมาธิ ด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือเล่มเดียวตอนเรียนมัธยมต้น สิ่งที่ทำคือพยายามนั่งให้สงบไม่คิดอะไร แม้ผมจะเคยทนนั่งสมาธิได้นานถึงสองชั่วโมง แต่ก็ไม่เคยหยุดคิดในระหว่างนั่งสมาธิได้สักครั้งเดียว และหลังเสร็จจากการนั่งสมาธิเป็นชั่วโมง พอเลิกนั่งผมจะรู้สึกเหมือนเหม่อลอยมีนๆนิด แม้ส่วนนึ่งจะสงสัยว่าที่ทำถูกหรือเปล่า แต่ส่วนนึ่งผมก็หวังว่าสักวันผมจะนั่งสมาธิได้สงบจะบังเกิดแสงสีขาว หรือ ดวงแก้วสดใสสว่างจ้าจนน้ำตาไหล ซึ่งจะทำให้ผมบรรลุธรรม
( เป็นเวลากว่ายี่สิบปีที่ผมมักใช้เวลาก่อนนอนนั่งสมาธิเท่าที่มีโอกาส ผมลืมนึกไปว่าคนที่เล่าให้ผมฟังว่าเขาเห็นแสง เห็นควันขาว เห็นลูกแก้วนิมิต หรืออะไรต่างๆนั้น แต่ละคนก็ไม่ได้บบรรลุธรรมอะไร บางคนนิสัยออกจะเห็นแก่ตัวมากๆด้วยซ้ำ ) และผมก็นึกขึ้นได้ว่าครู ป.6 ผมเคยสอนว่าการนั่งสมาธิให้จิตสงบหรือที่เรียกว่าการนั่งชาญมีมาก่อน พระพุทธเจ้า นานมากแล้ว งั้นแปลว่าผมไม่เคยฝึกตนตามหลักศาศนาพุทธเลยเหรอ
แล้วถ้างั้นเรารู้อะไรเรื่องศาสนาพุทธบ้าง ???
ผมสรุปได้ว่าผมไม่รู้อะไรเลยเรื่องการฝึกตนตามหลักศาสนาพุทธ เพราะที่จริงแล้วผมคงเป็นแค่ "ชาวพุทธตามประเพณีนิยม" เพราะผมแค่ทำตามคนอื่นที่เขาทำ
ซึ่งทำให้ผมเกิความละอายใจในการกระทำที่ผ่านมาของผมคือ
- ผมเคยพูดเชิง ดูถูกศาสนาอื่นว่า ทำไมสอนแบบนู้นแบบนี้
- ผมเคยพูดเชิง ดูถูกหลวงพ่อ ที่สอนแล้วเหมือนหลอก ... ฟังซิ หลวงพ่ออะไรพูดจ๊ะจ๋า แบบนี้หลอกคนทำบุญเยอะๆ
- ผมเคยพูดเชิง ดูถูกหลวงพ่ออะไรมาพูดเรื่องการเมือง
ผมวิจารณ์พระสงค์ หลายรูปในแบบที่ ทั้งแบบที่กระแสข่าวเสนอให้ผมอ่านให้ผมดู และที่ชาวบ้านพูดให้ฟัง
แต่แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เมื่อผมไม่เคยศึกษาการฝึกตนตามหลักวิปัสนาเลย ผมไม่รู้เรื่องวันัยสงค์ แล้วผมปักใจเชื่อได้ไงว่าเขาหลอก กล้าวิจารณ์เขาทั้งที่ตัวเองมีความรู้เรื่องนั้นเพียงน้อยนิด น่าอายจริงๆ
* จากนั้น ผมแก้ไขตัวเองโดย ทบทวนศึกษาพุทธประวัติก่อน ( เอาแค่รู้ ไม่ต้องละเอียดยิบ ไม่ได้ต้องการเป็นนักโบราณคดี )
* แล้วศึกษาว่า พระพุทธเจ้า ค้นพบเรื่องอะไร ถึงได้ประกาศตนเป็น พระพุทธเจ้า
* จากนั้น ศึกษาว่า แนวการฝึกปฏิบัติ มีแนวทางไหนบ้าง จึงได้เจอ
พระมหาสติปัฎฐานสูตร ( สติปัฎฐาน สี่ )
จึงได้เขาใจแล้วว่า บรรดาเกจิอาจารย์ ใช้หลัก สติปัฎฐาน สี่เป็นแนวทาง
บางวัดเน้นทาง กายานุปัสนาสติปัฎฐาน
บางวัดเน้นทาง เวทนานุปัสนาสติปัฎฐาน
บางวัดเน้นทาง จิตตานานุปัสนาสติปัฎฐาน
ธัมมานุปัสนาสติปัฎฐาน ดูจะสอนกันยากหน่อยสำหรับการเริ่มต้น
( แต่เอาแค่ 3ข้อแรก แต่ละวัดก็ใช้ กุศโลบายในการสอนที่ต่างกันไปแม้จะเป็นปัสนาสติปัฎฐานข้อเดียวกัน ทำให้เกิดวิธีการสอนที่แตกต่างกันขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดกลับอยู่บนหลักสติปัฎฐานสี่ )
จากนั้น ผมก็เริ่มฝึกตนโดยยึดหลัก พระมหาสติปัฎฐานสูตร เมื่อเข้าใจหลักสติปัฎฐานสี่ ก็จะเข้าใจกุศดลบายที่แต่ละวัดให้ปฎิบัติแล้วคุณละยังเป็น ชาวพุทธตามเพณีนิยม ที่กล้าไปวิจารณ์เกจิอาจารย์ที่ท่านมีกุศโลบายในการสอนปฎิบัติแต่ไม่ถูกใจคุณอยู่หรือป่าว
คุณยังด่าหยาบคายกับพระสงค์ ราวกับว่าเป็นความชั่วช้าที่ให้อภัยไม่ได้ เพียงแค่ท่าน พูดลงท้ายว่า
จ๊ะจ๋า หรือ แม้แค่ท่านยอมให้ชาวบ้านโรยกลีบดอกไม้ให้เดิน มันเป็นเรื่องเลวทรามมากเลยเหรอ หากคุณเป็นชาวพุทธตามประเพณีนิยม คุณก็ต้องเชื่อว่าการกล่าวร้ายพระสงค์เป็นเรื่องบาป คุณแน่ใจหรือว่าไม่ได้สร้างบาปไว้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น