วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชาวพุทธตามประเพณีนิยม


ผมเคยท้อแท้ในชีวิต ล้มเหลวในการสร้างฐานะ ซึ่งทำให้ผมเชื่อว่ามันเป็นเหตุให้ผมล้มเหลวในชิวิตคู่ด้วย ในช่วงนั้นอะไรๆดูเลวร้ายไปหมด ข่าวร้ายจากน้องสาวผมเรื่องแม่เจ็บป่วย ซ้ำเติมให้จิตใจผมอ่อนแอลง ความน้อยใจในวาสนาก็ต้องมา ผมมีเวลาว่างมากพอที่จะคิดฟุ้นซ่านมากมาย  ผมพยายามกลับมานั่งสมาธิสงบจิตใจ แต่จิตใจผมสับสนมากเกินกว่าที่จะบังคับให้ตัวเองหยุดคิดฟุ้นซ่านได้ ในขณะที่ด้านหนึ่งเสียใจและหดหู่ต่อความล้มเหลวในอดีต อีกด้านหนึ่งผมกำลังหวาดกลัวต่ออนาคตไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตอยู่แบบไหนดี

ทำให้ผมเริ่มหาคำตอบชีวิตใหม่อีกครั้ง การได้กำลังใจจากเพื่อนบางคน แม้จะเป็นแค่คำพูดเล็กน้อย ทำให้ผมตั้งสติใหม่ได้  และมันนำมาสู่การ ศึกษาธรรมะเชิงปฏิบัติ อย่างจริงจังในภายหลัง

เมื่อจะเริ่มศึกษาธรรม ผมเกิดคำถามมากมายเกิดขึ้น เราเป็นคนศาสนาพุทธจริงเหรอ อะไรที่ทำให้เราเรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ผมแค่ค่อยบริจาคเงินทำบุญให้วัดตามวันเทศกาล หรือทำบุญตอนไปเที่ยววัด แค่เคยใส่บาตร นานๆ ครั้ง  แค่ฝึกนั่งสมาธิ ด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือเล่มเดียวตอนเรียนมัธยมต้น  สิ่งที่ทำคือพยายามนั่งให้สงบไม่คิดอะไร แม้ผมจะเคยทนนั่งสมาธิได้นานถึงสองชั่วโมง แต่ก็ไม่เคยหยุดคิดในระหว่างนั่งสมาธิได้สักครั้งเดียว และหลังเสร็จจากการนั่งสมาธิเป็นชั่วโมง พอเลิกนั่งผมจะรู้สึกเหมือนเหม่อลอยมีนๆนิด แม้ส่วนนึ่งจะสงสัยว่าที่ทำถูกหรือเปล่า แต่ส่วนนึ่งผมก็หวังว่าสักวันผมจะนั่งสมาธิได้สงบจะบังเกิดแสงสีขาว หรือ ดวงแก้วสดใสสว่างจ้าจนน้ำตาไหล ซึ่งจะทำให้ผมบรรลุธรรม
(  เป็นเวลากว่ายี่สิบปีที่ผมมักใช้เวลาก่อนนอนนั่งสมาธิเท่าที่มีโอกาส  ผมลืมนึกไปว่าคนที่เล่าให้ผมฟังว่าเขาเห็นแสง เห็นควันขาว เห็นลูกแก้วนิมิต หรืออะไรต่างๆนั้น แต่ละคนก็ไม่ได้บบรรลุธรรมอะไร บางคนนิสัยออกจะเห็นแก่ตัวมากๆด้วยซ้ำ ) และผมก็นึกขึ้นได้ว่าครู ป.6 ผมเคยสอนว่าการนั่งสมาธิให้จิตสงบหรือที่เรียกว่าการนั่งชาญมีมาก่อน พระพุทธเจ้า นานมากแล้ว  งั้นแปลว่าผมไม่เคยฝึกตนตามหลักศาศนาพุทธเลยเหรอ

แล้วถ้างั้นเรารู้อะไรเรื่องศาสนาพุทธบ้าง ??? 

ผมสรุปได้ว่าผมไม่รู้อะไรเลยเรื่องการฝึกตนตามหลักศาสนาพุทธ เพราะที่จริงแล้วผมคงเป็นแค่ "ชาวพุทธตามประเพณีนิยม" เพราะผมแค่ทำตามคนอื่นที่เขาทำ

ซึ่งทำให้ผมเกิความละอายใจในการกระทำที่ผ่านมาของผมคือ

- ผมเคยพูดเชิง ดูถูกศาสนาอื่นว่า ทำไมสอนแบบนู้นแบบนี้
- ผมเคยพูดเชิง ดูถูกหลวงพ่อ ที่สอนแล้วเหมือนหลอก ... ฟังซิ หลวงพ่ออะไรพูดจ๊ะจ๋า   แบบนี้หลอกคนทำบุญเยอะๆ
- ผมเคยพูดเชิง ดูถูกหลวงพ่ออะไรมาพูดเรื่องการเมือง

ผมวิจารณ์พระสงค์ หลายรูปในแบบที่ ทั้งแบบที่กระแสข่าวเสนอให้ผมอ่านให้ผมดู และที่ชาวบ้านพูดให้ฟัง

แต่แล้วผมก็คิดขึ้นได้ว่า เมื่อผมไม่เคยศึกษาการฝึกตนตามหลักวิปัสนาเลย ผมไม่รู้เรื่องวันัยสงค์  แล้วผมปักใจเชื่อได้ไงว่าเขาหลอก  กล้าวิจารณ์เขาทั้งที่ตัวเองมีความรู้เรื่องนั้นเพียงน้อยนิด น่าอายจริงๆ

* จากนั้น ผมแก้ไขตัวเองโดย ทบทวนศึกษาพุทธประวัติก่อน  ( เอาแค่รู้ ไม่ต้องละเอียดยิบ ไม่ได้ต้องการเป็นนักโบราณคดี )

* แล้วศึกษาว่า พระพุทธเจ้า ค้นพบเรื่องอะไร ถึงได้ประกาศตนเป็น พระพุทธเจ้า

* จากนั้น ศึกษาว่า แนวการฝึกปฏิบัติ  มีแนวทางไหนบ้าง จึงได้เจอ

       พระมหาสติปัฎฐานสูตร  ( สติปัฎฐาน สี่ ) 

จึงได้เขาใจแล้วว่า บรรดาเกจิอาจารย์ ใช้หลัก สติปัฎฐาน สี่เป็นแนวทาง 

บางวัดเน้นทาง กายานุปัสนาสติปัฎฐาน 

บางวัดเน้นทาง เวทนานุปัสนาสติปัฎฐาน

บางวัดเน้นทาง จิตตานานุปัสนาสติปัฎฐาน

ธัมมานุปัสนาสติปัฎฐาน ดูจะสอนกันยากหน่อยสำหรับการเริ่มต้น 

( แต่เอาแค่ 3ข้อแรก แต่ละวัดก็ใช้ กุศโลบายในการสอนที่ต่างกันไปแม้จะเป็นปัสนาสติปัฎฐานข้อเดียวกัน ทำให้เกิดวิธีการสอนที่แตกต่างกันขึ้นมากมาย แต่ทั้งหมดกลับอยู่บนหลักสติปัฎฐานสี่ )

จากนั้น ผมก็เริ่มฝึกตนโดยยึดหลัก พระมหาสติปัฎฐานสูตร  เมื่อเข้าใจหลักสติปัฎฐานสี่ ก็จะเข้าใจกุศดลบายที่แต่ละวัดให้ปฎิบัติ 

 แล้วคุณละยังเป็น ชาวพุทธตามเพณีนิยม  ที่กล้าไปวิจารณ์เกจิอาจารย์ที่ท่านมีกุศโลบายในการสอนปฎิบัติแต่ไม่ถูกใจคุณอยู่หรือป่าว 

 คุณยังด่าหยาบคายกับพระสงค์ ราวกับว่าเป็นความชั่วช้าที่ให้อภัยไม่ได้ เพียงแค่ท่าน พูดลงท้ายว่า
จ๊ะจ๋า หรือ แม้แค่ท่านยอมให้ชาวบ้านโรยกลีบดอกไม้ให้เดิน มันเป็นเรื่องเลวทรามมากเลยเหรอ  หากคุณเป็นชาวพุทธตามประเพณีนิยม คุณก็ต้องเชื่อว่าการกล่าวร้ายพระสงค์เป็นเรื่องบาป  คุณแน่ใจหรือว่าไม่ได้สร้างบาปไว้ 

 

 

 








 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น